วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลการเรียนการสอนครั้งที่ 7 (วันที่ 1 ตุลาคม 2557)

อาจารย์ได้ชี้แจงเกี่ยวกับงานนำเสนอหลังมิดเทอม
วันที่15 ตุลาคม 2557 จัดแสดงผลงานเวลา 9.30น. 
มู๊ดบอร์ดขนาด 20x30นิ้ว พร้อมขาตั้งตามขั้นตอนการดำเนินการ 3ส.
มีงานออกแบบ 3แบบ แตกต่างกัน โดยเสนอการจัดวาง รูปร่าง,รูปทรงแบบ3มิติ 
สอบความรู้ ก่อนนำเสนองาน


อาจารย์เน้นและย้ำกับนักศึกษาว่าต้องตรงต่อเวลา

สรุปผลการเรียนการสอนครั้งที่ 6 (วันที่24 กันยายน 2557)


อาจารย์อธิบายเกี่ยวกับการสร้างแฟ้มงานในกูเกิลไดรฟ์

ส่วนประกอบของแบรนด์ที่ดีมีดังนี้
1.Identification ตัวตน (โจทย์)
2.Selection การคัดเลือก
3.Differentiation ความแตกต่าง
4.Communication การสื่อสาร
ศึกษาที่ corporateidentitydesign.blogspot.com 
การนำเสนองานใน issuu.com
หลักการออกแบบโลโก้ที่ดี
1. Simle ความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน
2. Memorable ความเป็นที่จดจำ
3. Timeless ความทันสมัย
4. Versatile ความหลากหลายในการใช้ประโยชน์
5. Appropriate ความเหมาะสม

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

สรุปผลการเรียนการสอนครั้งที่ 5 (วันที่ 17 กันยายน 2557)

ในคาบเรียนนี้อาจารย์ได้สอนเกี่ยวการการทำงานในระบบ illustrator ว่าควรตั้งค่าน่ากระดาษอย่างไร ในการทำงานทุกๆครั้งจะต้องแบ่งเลเยอร์ออกมาเป็นระบบ
*การบ้าน
1 ทำ ส.1สืบค้น
2 ทำArt work
-โลโก้เก่า
-โลโก้ใหม่
-ทำถุงข้าวในเว็ป 2 กล่อง
-มู๊ดบอร์ด

สรุปผลการเรียนการสอนครั้ง 4 (วันที่ 10 กันยายน)

อาจารย์ได้สอนวิธีคิดว่าควรหาฟอนต์กอน(โลโก้ดราฟทีละตัวและให้ทำเป็นเลเยอร์) และใช้วิธีดราฟโดยแสกนถุงข้าวลงคอม
ในวันที่ 19 จะมการอบรมด้วย วิเคราะห์ลายกราฟิกบนถุงข้าว วาดแล้วทำควาเข้าใจ ในการสื่อ
อาจารย์ให้ไปแก้ไขความหมายของอัตลักษณ์ (แก้ไขในสิ่งที่ยังกำกวม)

อาจารย์ให้ไปดูเพิ่มเติม
-จดทะเบียนการค้าหรือยัง
-บอกสรรพคุณของข้าว(อล้วแต่ละบุคคล)

ส.1 สืบค้น

ส.1 สืบค้น
รายละเอียดของ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตข้าวคุณภาพ  83/2 หมู่ 1 ต.สะพานหิน อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท
"ชุมชนบ้านสะพานหิน"ภูมิใจ ผลิตข้าวคุณภาพ-ไร้สารเคมี

คอลัมน์ รายงานพิเศษ
เกวลี เกิดน้อย


ยุคโลกาภิวัตน์มีผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างมาก โดยเฉพาะความเข้มแข็งในชุมชน ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านสะพานหิน หมู่ 1 ต.สะพานหิน อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท เริ่มต้นจากศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชน บ้านสะพานหิน เมื่อปี พ.ศ.2552 จากเกษตรกรที่ใส่ใจในสุขภาพ ด้วยความตระหนักอันตรายของสารพิษที่เป็นอันตรายต่อตัวเกษตรกรและสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร ได้รวมกลุ่มจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตข้าวคุณภาพ เพื่อผลิตข้าวที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค จนมีโรงสีชุมชนของตนเองขึ้น

ในที่สุดปี 2555 ทางกลุ่มได้เริ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่ายเอง โดยมุ่งเน้นทำตลาดเจาะกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเป็นหลัก

นายสวอง สระเสริม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าวคุณภาพ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ปลูกข้าวนั้นจะซื้อข้าวสารกิน เพราะรู้ว่าไม่ปลอดภัย เนื่องจากมีการใช้สารเคมีเกินความจำเป็น หรือหากข้าวที่ตนเองปลูกนั้นปลอดภัยก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปสีที่ไหน เพราะหากนำไปสีที่โรงสีขนาดใหญ่ในปริมาณไม่มากข้าวที่ได้มาก็ไม่ใช่ข้าวของตนเอง

แต่เมื่อได้รับการฝึกอบรม ได้เรียนรู้การผลิตข้าวที่ปลอดภัยแล้วชุมชนต้องแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารไว้บริโภคเอง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าวคุณภาพ ได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก จ.ชัยนาท คือ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรกรที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน กิจกรรมเพิ่มศักยภาพพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารปลอดภัย โครงการนี้ทำให้ฝันของชุมชนเป็นจริง ฝันที่จะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการแปรรูป ฝันที่จะทำให้ ผู้บริโภคข้าวได้บริโภคข้าวที่ปลอดภัย ฝันที่จะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้กินข้าวที่ตนเองปลูก อีกทั้งได้รับการสนับสนุนโรงเรือนและเครื่องสีข้าว พร้อมบรรจุภัณฑ์ รวมงบประมาณกว่า 590,000 บาท ทำให้ฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้

ข้าวเปลือกหอมมะลิจำนวน 1 ตัน ราคา 16,000 บาท เมื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารจะได้ข้าวสารจำนวน 555 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 35 บาท เป็นเงิน 19,425 บาท เมื่อนำข้าวเปลือก 1 ตัน แปรรูปเป็นข้าวกล้องจะได้ข้าวกล้องจำนวน 700 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 40 บาท เป็นเงิน 28,000 บาท และเมื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวกล้องงอกจะได้ข้าวกล้องงอกจำนวน 700 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 80 บาท เป็นเงิน 56,000 บาท

ถือเป็นเส้นทางการเพิ่มมูลค่าผลผลิตที่น่าสนใจในชุมชน รวมทั้งสุขภาพของประชาชนจะดีขึ้น เมื่อผลิตข้าวที่ปลอดภัยและบริโภคข้าวที่ปลอดภัยจากสารพิษปนเปื้อนในข้าวสาร

นายสุพรรน์ จันศรี กำนันตำบลสะพานหิน กล่าวอย่างภูมิใจว่า วันนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าวคุณภาพไม่ใช่ของคนในพื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านสะพานหินเท่านั้น แต่เป็นของคนทั้งตำบล เพราะมีการประชา สัมพันธ์และคัดเลือกพื้นที่ดำเนินการโดยผ่านการประชุมของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลสะพานหิน

ดังนั้น จึงมีแนวทางที่จะเปิดรับสมัครสมาชิกเพิ่มเติมเพื่อระดมทุน แต่การดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสะพานหินนั้นไม่ต้องการเติบโตแบบก้าวกระโดด ขอเจริญเติบโตอย่างช้าและมั่นคง

ในการนี้นับว่ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าวคุณภาพเริ่มจากความร่วมมือร่วมใจของคนกลุ่มเล็กๆ ร่วมมือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องแบบบูรณาการร่วมกันของส่วนราชการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท กรมการข้าว สำนักงานตรวจสอบบัญชีจังหวัดชัยนาท สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานกองทุนและวิจัย (สกว.) สถานีพัฒนาที่ดินชัยนาท สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบลสะพานหิน

นับเป็นการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ที่ช่วยประคับประคองศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสะพานหินให้เติบโตและเข้มแข็งขึ้น


ที่มา :  http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaVoyc3hNREUzTURRMU5RPT0%3D

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

หมายถึง เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ ซึ่งเครื่องหมายที่ให้ความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 มี 4 ประเภทดังต่อไปนี้

1 เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) คือเครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่นบรีสมาม่ากระทิงแดงเป็นต้น

2 เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมาย บริการของบุคคลอื่นเช่นเครื่องหมายของสายการบินธนาคารโรงแรมเป็นต้น

3 เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับ สินค้าและบริการของบุคคลอื่นเพื่อเป็นการรับรองคุณภาพของสินค้าหรือบริการนั้นเช่นเชลล์ชวนชิมแม่ช้อยนางรำฮาลาล (ฮาลาล) เป็นต้น

4 เครื่องหมายร่วม (มาร์คกลุ่ม) คือ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้โดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่ม เดียวกันหรือโดยสมาชิกของสมาคมกลุ่มบุคคลหรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชนเช่นตราช้างของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เป็นต้น

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ ตามพิธีสารกรุงมาดริด (Madrid Protocol)ปัจจุบันผู้ประกอบการค้า ได้ใช้เครื่องหมายการค้าเป็นเครื่องมือนำทางการค้า ทั้งภายในประเทศและการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เจ้าของเครื่องหมายการค้าจึงมีความจำเป็นต้องจดทะเบียนขอรับความคุ้มครองสิทธิในประเทศต่าง ๆ ก่อนส่งสินค้าไปจำหน่าย เพื่อป้องกันปัญหาการละเมิดเครื่องหมายการค้า และมิให้ผู้ใดนำเครื่องหมายการค้าของตนไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิได้เป็นเจ้าของ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้มีนโยบายในการส่งเสริมการให้บริการขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศด้วยความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย ด้วยการศึกษาแนวทางการเข้าเป็นภาคีพิธีสารกรุงมาดริด (Madrid Protocol)

หากประเทศไทย เข้าเป็นภาคีพิธีสารกรุงมาดริด ผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออกของไทยก็จะได้รับประโยชน์ที่จะสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อขอรับความคุ้มครองในประเทศต่าง ๆ ได้ หลายประเทศในคราวเดียวกัน โดยยื่นคำขอจดทะเบียนเพียงคำขอเดียว ใช้เพียงภาษาเดียว(อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือสเปน) และเสียค่าธรรมเนียมเพียงครั้งเดียว ซึ่งก็จะทำให้ได้รับความสะดวก รวดเร็วในการยื่นคำขอจดทะเบียน และประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางอีกด้วย

ขั้นตอนการจดทะเบียน
การยื่นคำขอ

ให้ยื่นต่อสำนักงานระหว่างประเทศ (International Bureau) ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO) โดยยื่นผ่านสำนักงานทะเบียนต้นกำเนิดของประเทศผู้ขอ ซึ่งจะดำเนินการตรวจสอบและรับรองว่าเครื่องหมายที่ยื่น สินค้าและ/หรือบริการที่ระบุ เหมือนกับคำขอรากฐาน (Basic Application) หรือทะเบียนรากฐาน (Basic Registration)

คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่จะนำไปยื่นขอจดทะเบียนระหว่างประเทศตามพิธีสารกรุงมาดริดได้นั้น ต้องเป็นคำขอที่มีการยื่นขอจดทะเบียน หรือได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วในประเทศต้นกำเนิด

การจดทะเบียน การจดทะเบียนแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ

1. ขั้นตอนระหว่างประเทศ
เมื่อสำนักงานระหว่างประเทศได้รับคำขอจดทะเบียน จะดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น (Formal Examination) ในเรื่องความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของพิธีสารกรุงมาดริดและกฎข้อบังคับพิธีสารกรุงมาดริด (Common Regulations) การระบุจำพวกและรายการสินค้าและ/หรือบริการ ว่าเป็นไปตาม Nice Classification หรือไม่ รวมทั้งการชำระค่าธรรมเนียม หากมีข้อบกพร่อง สำนักงานระหว่างประเทศจะแจ้งไปยังประเทศที่มีการยื่นคำขอและผู้ยื่นคำขอ ทั้งนี้ ผู้ยื่นคำขอจะต้องแก้ไขภายใน 3 เดือน มิฉะนั้นจะถือว่าละทิ้งคำขอ

2. ขั้นตอนในประเทศ
เมื่อประเทศภาคีที่ผู้ยื่นคำขอประสงค์จะได้รับความคุ้มครองได้รับคำขอแล้ว จะดำเนินการตรวจสอบคำขอดังกล่าวตามขั้นตอนปกติที่ใช้สำหรับการตรวจสอบคำขอที่ยื่นในประเทศ โดยจะตรวจสอบเนื้อหาสาระ (Substantive Examination) โดยตรวจสอบตามกฎหมายภายในของตน เช่น ตรวจสอบความเหมือนคล้าย ลักษณะบ่งเฉพาะหรือลักษณะต้องห้าม เป็นต้น หากมีข้อบกพร่องต้องดำเนินการแก้ไขตามกฎหมายภายในของประเทศนั้น ๆ
หากมีเหตุที่ต้องปฏิเสธการรับจดทะเบียน จะต้องแจ้งให้สำนักงานระหว่างประเทศทราบภายในกำหนด 12 เดือน หรือ 18 เดือน หรือหลังจากนั้น (กรณีมีคำร้องคัดค้าน)มิฉะนั้นจะถือว่าเครื่องหมายดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนในประเทศที่ขอจดทะเบียนนั้นแล้ว

วันจดทะเบียน มี 2 กรณี ดังนี้
1) คือวันยื่นคำขอจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนต้นกำเนิด หากคำขอดังกล่าวถึงสำนักงานระหว่างประเทศภายใน 2 เดือน
2) หากเกิน 2 เดือน ให้ถือวันที่สำนักงานระหว่างประเทศได้รับคำขอเป็นวันจดทะเบียน
อายุความคุ้มครอง
10 ปี นับตั้งแต่วันรับจดทะเบียน และต่ออายุได้อีกคราวละ 10 ปี การต่ออายุสามารถต่ออายุได้ก่อนวันสิ้นอายุ 6 เดือน หรือหลังสิ้นอายุแล้วภายใน 6 เดือนก็ได้ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มร้อยละ 50 ของค่าธรรมเนียมเบื้องต้น (Basic fee) ทั้งนี้ สามารถต่ออายุเฉพาะบางประเทศ หรือทุกประเทศที่ได้รับความคุ้มครองก็ได้

ค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอจดทะเบียนระหว่างประเทศมี 4 ประเภท คือ
1) Basic fee เป็นค่าธรรมเนียมเบื้องต้นสำหรับการยื่นคำขอจดทะเบียนระหว่างประเทศหนึ่งคำขอ

- เครื่องหมายขาว-ดำ 653 สวิสฟรังค์

- เครื่องหมายที่เป็นสี 903 สวิสฟรังค์

2) Supplementary fee เป็นค่าธรรมเนียมสำหรับจำพวกสินค้าและ/หรือบริการ ที่ยื่นขอจดทะเบียนเกิน 3 จำพวก โดยเสียค่าธรรมเนียมตั้งแต่จำพวกที่ 4 ขึ้นไป จำพวกละ 73 สวิสฟรังค์

3) Complementary fee เป็นค่าธรรมเนียมสำหรับประเทศที่ระบุเพื่อขอจดทะเบียน ประเทศละ 73 สวิสฟรังค์

4) Individual fee เป็นค่าธรรมเนียมเฉพาะประเทศ

คัดลอกเเหล่งที่มา : http://www.ipthailand.go.th

สรุป เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ ซึ่งเครื่องหมายที่ให้ความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า

ขั้นตอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย
การตรวจค้น

1. แนะนำให้ผู้ยื่นดำเนินการตรวจค้นเครื่องหมายที่จะขอจดว่าเหมือนหรือคล้ายเครื่องหมาย ของผู้อืนหรือไม่ 2. ผู้ค้นต้องเสียค่าธรรมเนียมในการตรวจค้น 100 บาท/1 ชั่วโมง

การยื่นขอจดทะเบียน

1. ผู้ยื่นต้องเตรียมเอกสารตามที่กฎหมายกำหนดและกรอกข้อความให้สมบูรณ์ ได้แก่ - คำขอจดทะเบียน (ก. 01) พร้อมสำเนา จำนวน 10 แผ่น - การ์ด (ก. 16) จำนวน 2 แผ่น - หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามีการมอบอำนาจ) ติดอากร 30 บาท ต่อผู้รับมอบอำนาจ 1 คน - สำเนาบัตรประจำตัว (ถ้าผู้ขอเป็นบุคคลธรรมดา) - ต้นฉบับหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล ที่นายทะเบียนออกให้ไม่เกิน6เดือน นับจนถึงวันยื่นคำขอ (ถ้าผู้ขอเป็นนิติบุคคล) - ถ้าผู้ขออยู่ต่างประเทศให้โนตารี พับลิครับรองเอกสารด้วย - รูปเครื่องหมายจำนวน 10 รูป 2. ยื่นเอกสารต่อเจ้าหน้าที่พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียม500 บาท ต่อสินค้า/บริการ 1 อย่าง

การตรวจสอบ

1. ในขั้นแรกเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเบื้องต้น (Preliminary check) คือตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเท่านั้น (Documentary check) 2. ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและนายทะเบียนจะตรวจสอบว่าเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ กล่าวคือ - ต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ - ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและ - ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้อื่นในชั้นนี้จะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 3 เดือน ต่อ 1 คำขอ 3. ภายหลังตรวจสอบแล้ว เจ้าหน้าที่จะแจ้งผู้ยื่นคำขอทราบผลการตรวจสอบดังต่อไปนี้ ตามแต่กรณี - การรับจดทะเบียน - ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน - ให้แก้ไขคำขอ - แจ้งผู้ยื่นคำขอว่า เครื่องหมายที่ขอจดทะเบียน มีผู้อื่นยื่นขอจดทะเบียนไว้เช่นกัน ขอให้ผู้ยื่น ไปตกลงกันเองก่อน

การแจ้งให้แก้ไขคำขอ

ผู้ขอจดทะเบียนต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ผิด ระบุข้อความไม่ครบถ้วน ไม่ได้ลงลายมือชื่อ ฯลฯ โดยคิดค่าธรรมเนียมคำขอละ 200 บาท

การแจ้งให้ตกลงกันก่อน

1. ถ้าผู้ยื่นคำขอตกลงกันได้ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าใครได้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นไป เจ้าหน้าที่จะดำเนินการประกาศโฆษณาต่อไป 2. ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถตกลงกันได้คำขอจดทะเบียนที่ยื่นก่อนจะได้รับการจดทะเบียน ตามหลัก ใครยื่นก่อนมีสิทธิดีกว่า (first-to-file)

การแจ้งไม่ปฏิเสธคำขอ

1. เจ้าหน้าที่จะดำเนินการประกาศโฆษณาต่อไป 2. บางกรณีเจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอสละสิทธิในคำขอบางส่วนเนื่องจากบางส่วนของ เครื่องหมายเป็นสิ่งที่ใช้กับสามัญในการค้าขายหรือไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ - ถ้าผู้ยื่นคำขอยอมสละสิทธิ ผู้ยื่นคำขอต้องแจ้งนายทะเบียนทราบ - ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่เห็นด้วยกับนายทะเบียน ผู้ยื่นคำขออาจดำเนินการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าก็ได้ ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่ง โดยชำระค่าธรรมเนียมการอุทธรณ์คำขอฉบับละ 2,000 บาท

การแจ้งปฏิเสธ

1. ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ นายทะเบียนก็จะจำหน่ายคำขอนั้น ออกจากสารบบ 2. ถ้าผู้ยื่นคำขอประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการยื่นคำอุทธรณ์ ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่รับหนังสือแจ้งคำสั่ง โดยชำระค่าธรรมเนียมคำขอฉบับละ 2,000 บาท 3. เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยแล้ว จะแจ้งคำวินิจฉัยให้นายทะเบียน ทราบดังนี้ - ถ้าวินิจฉัยเห็นควรให้จดทะเบียน นายทะเบียนจะดำเนินการประกาศโฆษณาต่อไป - ถ้าวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียน นายทะเบียนจะจำหน่ายคำขอจดทะเบียนออกนอกสารบบและคำวินิจฉัย ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าถือเป็นที่สุด

การประกาศโฆษณา

1. ถ้านายทะเบียนเห็นสมควรรับจดทะเบียน นายทะเบียนมีคำสั่งประกาศโฆษณาคำขอ จดทะเบียนและมีหนังสือแจ้งให้ผู้ขอจดทะเบียนมาชำระค่าธรรมเนียมประกาศโฆษณาคำขอละ 200 บาท ภายใน30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง - ถ้าไม่ชำระค่าธรรมเนียมภายใน 30 วันถือว่าละทิ้งคำขอ - เมื่อชำระค่าธรรมเนียมแล้ว นายทะเบียนจะประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนและจะรอ การประกาศเอาไว้ 90 วัน - ถ้าไม่มีการคัดค้านการจดทะเบียนเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายนั้น ต่อไป - ถ้ามีการคัดค้านการจดทะเบียน โดยเหตุหนึ่ง เหตุใดเช่น เครื่องหมายการค้าไม่มีลักษณะ ที่จดทะเบียนได้, เครื่องหมายการค้าไม่ได้เป็นของผู้จดทะเบียน หรือการจดทะเบียน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้คัดค้านต้องยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าหน้าที่พร้อมแสดงหลักฐาน และเหตุผล และชำระค่าธรรมเนียมค่าคำคัดค้าน 1,000 บาท 2. เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบว่ามีบุคคล คัดค้านการจดทะเบียนคำขอนั้น - ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่ประสงค์จะโต้แย้งการคัดค้านนายทะเบียนจะจำหน่ายคำขอออกจากสารบบ - ถ้าผู้ยื่นคำขอประสงค์จะโต้แย้งการคัดค้านให้ยื่นคำโต้แย้งต่อนายทะเบียนภายใน 90วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาการคัดค้าน 3. นายทะเบียนจะพิจารณาในประเด็นที่คัดค้านนั้น เมื่อมีคำวินิจฉัยแล้ว จะแจ้งไปให้คู่กรณีทราบ 4. คู่กรณีที่เสียประโยชน์อาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนได้โดนยื่นคำอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของนายทะเบียน โดยชำระค่าธรรมเนียมคำขอฉบับละ2,000 บาท 5. เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยแล้วนายทะเบียนจะแจ้งผลการวินิจฉัยของ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้แก่คู่กรณีทราบ 6. ถ้าคู่กรณีฝ่ายที่เสียประโยชน์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ผู้นั้นอาจนำคดีขึ้นฟ้องศาลได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ทราบผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า

การจดทะเบียน
1. เครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เมื่อผ่านการตรวจสอบจากนายทะเบียนและได้ประกาศโฆษณาแล้ว และผ่านกระบวนการคัดค้านและอุทธรณ์ จนถึงที่สุด เป็นเครื่องหมายที่สามารถจดทะเบียนได้ นายทะเบียนจะแจ้งไปยังผู้ยื่นคำขอทราบให้ดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือเจ้ง 2. เมื่อผู้ยื่นคำขอชำระค่าธรรมเนียม ผู้ยื่นคำขอจะได้รับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน โดยชำระค่าธรรมเนียมสินค้าหรือบริการอย่างละ 300 บาท


คัดลอกเเหล่งที่มา:http://ipat.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=244:25-06-
53&catid=44:trade1&Itemid=14


เอกสาร : หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือ เครื่องหมายบริการ






























คัดลอกเเหล่งที่มา:http://about.sogoodweb.com/ArticleInfo.aspx?ArticleTypeID=189&ArticleID=337

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

สรุปผลการเรียนการสอนครั้งที่ 3 (วันที่3 กันยายน 2557)

เพื่อนในชั้นเรียนได้รายงานข่าว 3 คน
จากนั้นอาจารย์อธิบายแต่ละข่าวอย่างละเอียดว่ามีการทำงานอย่างไรว่าเป็นมาอย่างไรบ้าง
และอาจารย์ได้ชี้แจงเรื่องงานกลุ่ม


 -การบ้าน
1.อาจารย์ให้เตรียมกระดาษโปสเตอร์สีขนาด 5x5 คละสี4สีและกระดาษอังกฤษขนาด 5x5 สีทองและเงินอย่างละ1แผ่น
2.อาจารย์ได้สั่งให้กลับมาแก้ไขและสืบค้นในเรื่องของงานกลุ่ม

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

แปลสรุปข่าว

แปลสรุปข่าว

Method Air Freshener

Method Home has just announced the launch of an innovative air freshener, designed with revolutionary, non-toxic pressurized air technology. Unlike most traditional aerosol sprays that are powered by petroleum-derived propellants, Method's new spray is packed in an airtight chamber powered by compressed air. The packaging is bright and bold, and comes in 5 fresh nature-inspired scents!
เป็นการประกาศการเปิดตัวของนวัตกรรมการออกแบบสเปร์ปรับอากาศที่มีการปฏิวัติไม่เป็นมลพิษทางอากาศ  แตกต่างมากจากสเปรย์แบบดั้งเดิมที่มีการใช้ปิโตเลียมเพื่อกำจัดแมลง วิธีการนี้ของสเปรย์ใหม่จะถูกบรรจุในห้องสุญญากาศขับเคลื่อนโดยการอัดอากาศ บรรจุภัณฑ์ที่สดใสและเป็นตัวหนาและมาใน 5 กลิ่นธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจกลิ่นธรรมชาติ
“Consumers know and love method for our unique, vivid fragrances. Our fans have been clamoring for us to begin making air refreshers again, so we are especially excited to be getting back into this category. Our goal is to elevate the category by giving consumers a beautiful, non-toxic product that they are actually proud to use and display in their homes.”
"ผลิตภัณฑ์ของทำขึ้นมาผู้บริโภครู้ดีว่าผลิตภัณฑ์ของเรากลิ่นจะไม่ซ้ำกัน แฟน ๆ ของเรามีการเรียกร้องทีจะให้เราเริ่มต้นทำ สเปร์อากาศอีก ครั้งดังนั้นเรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่จะได้รับคำเรียกร้องนี้ เป้าหมายของเราคือเพื่อยกระดับประเภทโดยให้ผู้บริโภคที่เห็นความสวยงามของผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษที่พวกเขาทำจริงจากความภาคภูมิใจในการใช้และการแสดงในบ้านของพวกเขา ".

Many traditional aerosol sprays are powered by petroleum-based propellant mixed in with the product. Our product has an internal piston which uses compressed air to dispense the product. So when you spray, you fill your room with a vibrant fragrance, not petroleum-derived propellants.
"หลายคนอาจจะเห็นสเปรย์แบบดั้งเดิมจะขับเคลื่อนด้วยความเร็วจากปิโตรเลียมผสมกับผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์แต่ของเรามีลูกสูบภายในที่ใช้การอัดอากาศที่จะจัดจำหน่ายสินค้า ดังนั้นเมื่อคุณฉีดสเปรย์, ในห้องของคุณด้วยกลิ่นหอมสดชื่อโดยไม่มีการขับเคลื่อนปิโตรเลียมออกมา ".
  

สรุปผลการเรียนการสอนครั้งที่ 2 (27 สิงหาคม 2557)

      การเรียนการสอนในคาบนี้อาจารย์ได้ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่ม ให้ออกไปรายงานแปลสรุปข่าวจากงานที่สั่งจากสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากนั้นอาจารย์ได้แจกแจงเรื่องงานกลุ่มว่ากลุ่มไหนได้สินค้าของอำเภอใด ใน จ.ชัยนาท


การบ้าน 1.ออกแบบโลโก้ของแต่ละกลุ่ม
               -ศึกษาค้นหว้าเกี่ยวกับหัวข้อที่ได้มา

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ความหมายของการออกแบบอัตลักษณ์ Brand เครื่องหมายและสัญลักษณ์

การศึกษาความหมายของคำว่า อัตลักษณ์
ความหมายที่ 1
คำว่า “อัตลักษณ์” ไม่มีบันทึกไว้ในพจนานุกรม แต่มีตำราหลายเล่มให้ความหมายคำว่า “อัตลักษณ์” ไว้ว่า คุณลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ของลักษณะเฉพาะของตัวบุคล สังคม ชุมชน หรือประเทศนั้นๆ เช่น เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่น และศาสนา ฯลฯ ซึ่งมีคุณลักษณะที่ไม่ทั่วไปหรือสากลกับสังคม อื่นๆ กล่าวคือ ลักษณะที่ไม่เหมือนกับของคนอื่นๆ “อัตลักษณ์” มาจากภาษาบาลีว่า อตฺต + ลักษณ โดยที่ “อัตตะ” มีความหมายว่า ตัวตน, ของตน ส่วน “ลักษณะ” หมายถึง สมบัติเฉพาะตัว หากมองเพียงแค่รูปศัพท์ “อัตลักษณ์” จึงเหมาะจะนำมาใช้หมายถึงลักษณะเฉพาะตัวของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากกว่า ส่วนคำว่า “เอกลักษณ์” มีคำว่า “เอก” ซึ่งหมายถึง หนึ่งเดียว จึงน่าจะหมายความว่าลักษณะหนึ่งเดียว (ของหลายๆ สิ่ง) หรือลักษณะที่ของหลายๆ สิ่งมีร่วมกัน ซึ่งเป็นความหมายแรกตามพจนานุกรม
อย่างไรก็ดี คนไทยโดยส่วนใหญ่ยังนิยมใช้คำว่า “เอกลักษณ์” ในความหมายว่าลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครอย่างกว้างขวาง ส่วนคำว่า “อัตลักษณ์” นั้นมักจะใช้ในวงแคบๆ เช่นแวดวงวิชาการเท่านั้น และบางครั้งก็ใช้แบบมีนัยยะแฝง เช่น “เอกลักษณ์” เป็นสิ่งตายตัวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ส่วน “อัตลักษณ์” สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่กระนั้นก็ยังไมมีข้บัญญัติการใช้ที่ชัดเจน
Corporate Identity Design (หรือ CI Design) คือ การออกแบบอัตลักษณ์ขององค์กรหรือแบรนด์สินค้า ที่ไม่ได้หมายถึงการสร้างแบรนด์หนึ่งๆ โดยตรง แต่เป็นหน้าต่างสำคัญที่จะกำหนดหน้าตาและทิศทางของแบรนด์นั้นๆ ได้ การออกแบบอัตลักษณ์นี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันไม่ใช่แค่การออกแบบ “โลโก้” แล้วนำไปประยุกต์ใช้กับเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดของแบรนด์ CI Design คือ การออกแบบ “ภาพลักษณ์ทั้งหมดของแบรนด์” ที่จะทำให้คนภายนอกสัมผัสได้เฉกเช่นเดียวกับที่องค์กรต้องการสื่อออกไป เรียกว่า ถ้าพลาดก็อาจทำให้ภาพของแบรนด์บิดเบี้ยวไปเลยก็ได้
ความหมายของBrand 
มูลเหตุหนึ่งของการที่ใครซักคนหรือบริษัทซักแห่งต้องการสร้างแบรนด์ของตนเองขึ้นมานั้นก็เพื่อต้องการให้ผู้คนรับรู้ว่า สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือแม้กระทั่งตัวบริษัทนั้นๆ มีความเป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์ (Identity) ที่มีความเฉพาะตัวอย่างไร เพื่อจะให้ผู้คนจดจำได้ มองเห็นและรู้สึกถึงความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าและบริการที่มีรูปแบบคล้ายกันหรือเหมือนๆ กัน
เพื่อที่จะสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ คงต้องเข้าใจว่าองค์ประกอบเรื่องอัตลักษณ์ของแบรนด์นั้นมีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน ส่วนคือ แก่นของแบรนด์ (Core Identity) และส่วนขยายของแก่นแบรนด์ (Extended Identity) ทั้งสองส่วนนั้นเป็นองค์ประกอบร่วมกันที่ทำให้แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมีคุณลักษณะที่เป็นตัวของตัวเอง แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ถึงแม้สินค้าและบริการจะเหมือนกับคู่แข่งอื่นๆ ก็ตาม แก่นของแบรนด์หรือ Core Identity นั้นเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในแบรนด์ๆ นั้นเป็นความมุ่งมั่น จุดยืนในชีวิตของแบรนด์ มีมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงและไร้กาลเวลาหรือ “อกาลิโก” คือเวลาไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่า ความมุ่งมั่นหรือจุดยืนที่ตั้งขึ้นนั้นจะสิ้นสุดลงในเวลาใด หรือเมื่อใด แต่จุดยืนนั้นจะอยู่กับแบรนด์ตราบเท่าที่แบรนด์ๆ นั้นยังมีให้เห็นอยู่ 
ตัวอย่างบริษัทที่มีแก่นของแบรนด์ ที่ชัดเจนหรืออยู่เหนือกาลเวลา ก็อาจจะเป็นแบรนด์ที่เราท่านอาจจะรู้จักกันดีก็คือ ดีแทค (dtac) จากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร dtac ซึ่งในขณะนั้นคือคุณซิคเว่ แบรกเก้ ได้ให้นิยามของคำว่าแก่นของแบรนด์ dtac เป็นคำสั้นๆ ง่ายๆ คือคำว่า “คนดี” แบรนด์ dtac มีความมุ่งมั่นและตั้งปณิธาณว่าเป็นคนดีตลอดไป หากพิจารณาดีๆ แล้ว ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะงงอยู่กับคำที่คุณซิคเว่พูดว่า แก่นของแบรนด์ของเราคือ คนดี แต่เมื่อเราพิจารณาลึกลงไปเราจะพบว่า แก่นของแบรนด์นั้นไม่ได้ถูกจำกัดหรือขีดขั้นด้วยชนิดหรือประเภทของสินค้า หรือช่วงเวลาใดเวลาเวลาหนึ่ง แต่แก่นของแบรนด์นั้นเป็นสิ่งที่ใครคนใดคนหนึ่งหรือแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งยึดมั่น ถือมั่นและใช้สิ่งนี้เป็นเหมือนเสาหลักในการดำเนินชีวิตในการสร้างแบรนด์ๆ นั้น
          ตัวอย่างบริษัทที่มีแก่นของแบรนด์ ที่ชัดเจนหรืออยู่เหนือกาลเวลา ก็อาจจะเป็นแบรนด์ที่เราท่านอาจจะรู้จักกันดีก็คือ ดีแทค (dtac) จากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร dtac ซึ่งในขณะนั้นคือคุณซิคเว่ แบรกเก้ ได้ให้นิยามของคำว่าแก่นของแบรนด์ dtac เป็นคำสั้นๆ ง่ายๆ คือคำว่า “คนดี” แบรนด์ dtac มีความมุ่งมั่นและตั้งปณิธาณว่าเป็นคนดีตลอดไป หากพิจารณาดีๆ แล้ว ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะงงอยู่กับคำที่คุณซิคเว่พูดว่า แก่นของแบรนด์ของเราคือ คนดี แต่เมื่อเราพิจารณาลึกลงไปเราจะพบว่า แก่นของแบรนด์นั้นไม่ได้ถูกจำกัดหรือขีดขั้นด้วยชนิดหรือประเภทของสินค้า หรือช่วงเวลาใดเวลาเวลาหนึ่ง แต่แก่นของแบรนด์นั้นเป็นสิ่งที่ใครคนใดคนหนึ่งหรือแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งยึดมั่น ถือมั่นและใช้สิ่งนี้เป็นเหมือนเสาหลักในการดำเนินชีวิตในการสร้างแบรนด์ๆ นั้น

อีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นแก่นของแบรนด์ที่ชัดเจนคือแบรนด์ บ้านใร่กาแฟ ซึ่งแนวคิดการสร้างแบรนด์นี้เขียนไว้ชัดเจนอยู่ในโลโกของบ้านใร่กาแฟก็คือ“สร้างธุรกิจไทยให้ก้องโลก” ซึ่งคุณสายชล เพยาว์น้อยผู้ก่อตั้งแฟรนไชส์กาแฟไทยชื่อดังได้กล่าวเอาไว้ต่างกรรมต่างวาระอยู่หลายครั้งว่า เขาจะทำให้ธุรกิจแฟรนส์ไทยๆ นั้นเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ให้ทุกคนรู้ว่าสินค้าไทยนั้นไม่เป็นรองใครที่ไหนในโลกนี้ โดยบ้านใร่กาแฟจะพยายามที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ไปถึงฝันนั้นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนกับที่คุณสายชลได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ว่า “คนที่เปลี่ยนจุดยืนคือคนที่เริ่มต้นใหม่”
ดังนั้นเมื่อ dtac อยู่ในธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคม ส่วนขยายของแก่นแบรนด์จึงสื่อตัวตนออกมาอย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น โลโก้บริษัท ผลิตภัณฑ์โทรคมนาคม การให้บริการ สื่อโฆษณา เสื้อผ้าที่พนักงานสวมใส่ กิจกรรมที่บริษัทจัดให้กับลูกค้า เว็ปไซด์ของบริษัท สถานที่ทำการและสถานทีติดต่อ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนขยายที่ทำให้เห็นว่าแบรนด์นี้เขาทำอะไรกัน แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ แล้วแก่นของแบรนด์นั้นมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างไรกับส่วนขยายของแก่นแบรนด์ คำตอบของคำถามข้อนี้ก็คือสิ่งที่สัมพันธ์กับแก่นของแบรนด์ก็คือวิถีทางการดำเนินธุรกิจที่ต้องการจะเป็นคนดี ซึ่งจะสื่อสารออกมาจากการกระทำต่างๆ ของบริษัทนั่นเอง เพื่อที่จะเป็นคนดี dtac ได้พยายามทำให้ผู้บริภคเห็นว่า บริษัทนั้นทำธุรกิจอย่างไม่เอารัดเอาเปรียบ เห็นอกเห็นใจ รับผิดชอบต่อสังคม คิดถึงลูกค้าเก่าที่อยู่อย่างสม่ำเสมอ จัดหาสิ่งดีๆ ให้กับลูกค้าทุกคน พยายามแก้ไขปัญหาในทันทีที่ลูกค้าร้องขอ หรือพยายามจะขจัดอุปสรรคในการใช้บริการของลูกค้าอย่างจริงใจ 
การกระทำที่สื่อออกถึงตัวตนของคนดีก็อาจจะเห็นได้จาก การที่ dtac มีนโยบายที่จะชดเชยค่าโทรให้กับลูกค้าที่โทรแล้วสายหลุด หรือการให้ประกันคุ้มครองชีวิตกับลูกค้าเก่าที่อยู่กับบริษัทมานาน หรือลูกค้าที่ใช้บริการมาก การออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม การจัดบริการออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสะดวกในการชำระเงิน การทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย สร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนเป็นต้น สิ่งที่ dtac ทำนั้นก็จะสะท้อนนิยามของคำว่า “คนดี” ที่ dtac เป็นอยู่
          สำหรับบ้านใร่กาแฟนั้นส่วนขยายแก่นของแบรนด์ที่เราเห็นและจดจำกันได้ก็อาจจะเป็น ร้านกาแฟที่อยู่ในปั๊มน้ำมัน บ้านเอียงทรงไทยประยุกต์ โลโก้สีส้มดำ ชุดพนักงานสีส้มคอปกดำ แก้วกาแฟดินเผาสีส้มจากสระบุรี กาแฟไทยในรถเข็นขื่อไทยชง เคาน์เตอร์ขายกาแฟแฟรนไชนส์ชื่อคอฟฟี เอฟ แม้กระทั่งชื่อบริษัทที่สะกดคำว่า‘ไร่’ เป็น “ใร่” หรือชื่อเมนูกาแฟที่แปลกๆ แถมมีนามสกุลว่า “บอรก” (อ่านว่า ‘บอร์ก’ ซึ่งเป็นการเรียงสลับคำจากคำเดิมว่า ‘กรอบ’ โดยมีผู้บริหารมีความคิดว่าต้องการอยู่นอกกรอบ) สัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นเหล่านี้ทำให้บ้านใร่กาแฟนั้นมีความแตกต่างจากร้านกาแฟอื่นไม่ว่าจะเป็น สตาร์บัคส์ กาแฟวาวี หรือเจ้าอื่นๆ แต่อย่าลืมนะครับว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งสื่อจุดยืนของแบรนด์ว่าเป็นไปอย่างที่ได้ตั้งปณิธานเอาไว้หรือไม่
          ในกรณีของบ้านใร่กาแฟที่มีปณิธานว่าจะสร้างธุรกิจไทยให้ก้องโลกนั้นอาจจะไม่ได้มีอะไรที่กล่าวในบริบทของกาแฟเลยซักนิด แต่เมื่อบ้านใร่กาแฟวางตัวเข้ามาอยู่ในธุรกิจกาแฟ ผู้บริหารและพนักงานก็ช่วยกันพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้กาแฟแบรนด์ไทยแบรนด์นี้เป็นธุรกิจไทยที่ดังก้องโลก ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัตถุดิบเมล็ดกาแฟของไทย เปิดสาขาขยายแบรนด์บ้านใร่กาแฟทั้งที่ทำเองและขายแฟรนไชส์เพื่อให้คนไทยมีโอกาสทำธุรกิจ สร้างแบรนด์ไทยชงและคอฟฟีเอฟ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจโดยไม่ต้องหาเงินมาลงทุนในจำนวนมาก นอกจากนี้พยายามขยายแฟรนไชส์ไปยังต่างประเทศ โดยเน้นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ไม่ใช่แค่เพียงแค่วัตถุดิบของไทย แม้กระทั่งเสื้อผ้าที่พนักงานสวมใส่ก็เป็นผ้าไทยทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ ‘บ้านเกิดกำเนิดตำนาน’ ที่จังหวัดสระบุรี เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่าบ้านใร่นั้นถือกำเนิดเกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะเห็นขัดแย้งกับข้อคิดที่ผมเขียนไว้ในนี้ก็เป็นไปได้นะครับ ในกรณีแบรนด์ dtac ที่มีปณิธานที่จะเป็นคนดีก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะต้องมองสิ่งที่เขาทำว่าเป็นเรื่องที่ดีไปเสียหมดในทุกเรื่อง หรือบางคนก็อาจจะมีประสบการณ์ไม่ดีก็อาจจะมองว่าเขาไม่ได้คนดีก็เป็นไปได้ หรือในกรณีบ้านใร่กาแฟ ผู้ซื้อแฟรนไชส์ก็อาจมีความขัดแย้งกับบริษัทบ้างบางประการเลยทำให้มองว่าบ้านใร่กาแฟต้องการสร้างธุรกิจไทยให้ก้องโลกจริงหรือเปล่า แต่ความมุ่งหมายของบทความชิ้นนี้มิได้ต้องการที่จะมาชี้หรือเปิดประเด็นขัดแย้งเหล่านั้น แต่ต้องการเขียนขึ้นเพื่อจะสื่อว่าการที่จะสร้างแบรนด์ให้มีอัตลักษณ์นั้นเขาสร้างกันได้อย่างไร และอะไรเป็นตัวสะท้อนถึงแก่นแท้ของแบรนด์ๆ นั้นโดยใช้หยิบยกเอาแบรนด์ที่มีความชัดเจนในการสร้างอัตลักษณ์มาเป็นตัวอย่างในการอธิบายให้ผู้อ่านได้เข้าใจความหมายของแก่นของแบรนด์ (Core Identity) ส่วนขยายของแก่นแบรนด์ (Extended Identity) และความสัมพันธ์ของทั้งสององค์ประกอบนี้ให้เข้าใจกันมากขึ้น
จะเห็นได้ว่าการที่เราต้องการจะทราบว่าแบรนด์นั้นๆ มีอัตลักษณ์อย่างไรให้ถ่องแท้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สิ่งสำคัญคือเราคงต้องรู้ว่ารากของแบรนด์ๆ นั้นก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างไร และจุดหมายปณิธานของผู้ก่อตั้งนั้นนิยามความเป็นตัวตนของแบรนด์นั้นกว้างหรือแคบมากน้อยเพียงใด สิ่งที่เรามักจะพบก็คือเมื่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมีอายุยืนยาวมากขึ้น มีผู้บริหารรุ่นใหม่ๆ มาสืบทอดโดยไม่รู้อย่างถ่องแท้ว่าจะกำเนิดของแบรนด์ที่ตนเองบริหารหรือดูแลอยู่นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ก็อาจจะทำให้เกิดความผิดเพี้ยนของเป้าปณิธานเดิมที่เคยมีอยู่ กลับกลายเป็นอย่างอื่นไปเสีย หรือไม่ก็เปลี่ยนไปจากจุดยืนเดิมไปเสียเลยก็มีให้เห็นอยู่มากมาย ดังนั้นการเก็บรักษาประวัติความเป็นมาให้คงอยู่ตลอดไปนั้นเป็นเรื่องที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่ควรละเลย เพราะอาจจะเป็นอย่างที่คุณสายชลได้กล่าวไว้ว่า เมื่อจุดยืนเปลี่ยนแบรนด์นั้นก็เหมือนกับการเริ่มต้นสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมา
หากแบรนด์เหมือนกับคน คนที่มีจุดยืนชัดเจนไม่เปลี่ยน ไม่โลเล ก็จะได้รับการจดจำได้มากกว่าคนที่โลเลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ขาดจุดยืนที่ชัดเจน และท้ายที่สุดก็อาจจะไม่ค่อยมีใครอยากคบด้วยเนื่องเพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าคนๆ นั้นจะเปลี่ยนไปอย่างไร ในเวลาไหน ทำให้ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน
หลุมพรางอันหนึ่งของการเปลี่ยนจุดยืนก็คือกระแสการเปลี่ยนเปลงของธุรกิจในโลกนี้ ทำให้แบรนด์บางแบรนด์ยอมเปลี่ยนจุดยืนไปเป็นอย่างอื่นเพื่อเกาะกระแสธุรกิจที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะหนึ่งขณะใดเพื่อทำให้ตัวเองอยู่รอด แต่หากเราพิจารณาดูให้ดีจากกรณีศึกษาที่ของ dtac บ้านใร่กาแฟแล้วเราจะเห็นได้ว่าบริษัททั้งสองมีความเหมือนกันในเรื่องจุดยืนคือ ‘ไร้กาลเวลา’ เพราะจุดของทั้งสองบริษัทไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา การเป็นคนดีไม่ต้องบอกว่าจะเริ่มเป็นคนดีเมื่อไร และสิ้นสุดลงเมื่อใด ในขณะเดียวกันกับการที่สร้างธุรกิจไทยให้ก้องโลกนั้นก็อยู่เหนือกาลเวลา เพราะไม่สามารถบอกได้ว่าจะจบลงเมื่อไร ถึงจะมีกระแสความเปลี่ยนแปลงเข้ามากระทบเป็นระลอก จุดยืนของบริษัททั้งสองแห่งนี้ก็ไม่ได้สั่นไหวไปแต่อย่างใด แต่ธุรกิจที่ให้นิยามอัตลักษณ์ของตนไปผูกพันกับวิธีทำธุรกิจนั้นต่างหากที่จะได้รับผลกระทบจากกระแสการเปลี่ยนแปลง เช่นหากเราบอกว่าอัตลักษณ์ของเราคือ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านการขายสินค้าทางไปรษณีย์’ พอเมื่อไปรษณีย์เริ่มไม่ได้รับความนิยม หรือถูกลดบทบาทลงเนื่องจากมีการสื่อสารในรูปแบบอื่นที่มีประสิทธิภาพกว่าเข้ามาแทนที่ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ หรือโทรศัพท์ บริษัทเหล่านี้ก็จะต้องหาจุดยืนใหม่เพื่อทำให้ตัวเองอยู่รอด เนื่องเพราะการนิยามอัตลักษณ์ของตนเองนั้นยังไม่สามารถหลุดพ้นการเวลาได้นั่นเอง


          บางครั้งเราอาจจะได้ยินนักการตลาด นักวิชาการ นักการโฆษณา ตัวแทนโฆษณา (Advertising Agency) เรียกแก่นของแบรนด์เอาไว้ในชื่อต่างๆ ที่แปลกๆ ออกไปไม่ว่าจะเป็น Brand Mantra, Brand DNA, Brand Essence, Brand Essential ซึ่งในมุมมองของผมนั้น ชื่อและนิยามของแต่ละผู้ค้นคิดชื่อเหล่านี้นั้นอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างแต่หัวใจของสิ่งที่กล่าวออกมานั้นมีความใกล้เคียงกันในความหมายของคำว่า ปณิธานหรือจุดยืนของการดำรงชีวิต
นอกเหนือจากแก่นของแบรนด์แล้วองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการของการมีแบรนด์ที่มีอัตลักษณ์ก็คือ ส่วนขยายของแก่นแบรนด์ (Extended Identity) ซึ่งองค์ประกอบนื้ทำให้เรารู้ว่าแบรนด์นี้นั้นจะทำอย่างไรกับจุดยืนที่ตนเองมีอยู่ ในกรณีอย่าง dtac นั้นหากมีแก่นคือต้องการเป็นคนดี แต่การเป็นคนดีโดยไม่ได้แสดงอะไรออกมานั้นคงจะไม่มีความหมายอะไร หรืออาจไม่มีใครรู้เพราะไม่ได้สื่อสารให้ใครทราบเป็นแต่การทราบเฉพาะตนว่า ฉันจะเป็นคนดีเท่านั้น 
กรณีศึกษาการออกแบบอัตลักษณ์


ตัวอย่างงานออกแบบ CI ที่เพิ่งได้รับรางวัล Silver Award จากงาน Clio Awards 2010 ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก Clio Award จะคัดเลือกและยกย่องงานสร้างสรรค์ดีเด่นในสาขาต่างๆ และหนึ่งในนั้นก็คือ งานออกแบบ CI โดยผลงานที่กำลังจะพูดถึงวันนี้คือ งานของ “Recipease” โรงเรียนสอนทำอาหารและร้านขายเครื่องครัวของ Jamie Oliver เชฟที่โด่งดังจากรายการทำอาหารแนวไลฟ์สไตล์สนุกสนาน (เชฟที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า การทำอาหารอร่อยไม่ใช่เรื่องยาก) Recipease เป็นโปรเจ็คท์ในฝันของ Jamie ที่ต้องการสร้างศูนย์กลางเล็กๆ ให้เป็นที่รวมตัวกันของผู้คนที่หลงใหลการทำอาหาร การออกแบบอัตลักษณ์ให้กับ Recipease ครั้งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากชุดตัวต่อโมเดล (Model Kit) ที่สื่อถึงการทำอาหารที่ง่ายและสนุกในแบบที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ และยังสะท้อนภาพความขี้เล่นอันเป็น “ซิกเนเจอร์” ของ Jamie ได้เป็นอย่างดี


            งาน CI ดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่ป้ายชื่อร้าน หน้าร้าน ผ้ากันเปื้อน ถุง บรรจุภัณฑ์ เขียง ไปจนถึงมีดทำครัวซึ่งต่อมารายละเอียดเล็กๆ ทั้งหมดนี้ก็ได้ถูกประยุกต์ไปเป็น “ไอเดียตั้งต้น” สำหรับการตกแต่งภายในของร้านๆ นี้ด้วย ผู้ที่รับความไว้วางใจให้ออกแบบผลงานระดับรางวัลนี้ คือ เอเจนซี่ Williams Murray Hamm ในกรุงลอนดอน โดยมีนาย Garrick Hammครีเอทีฟนักสร้างแบรนด์มือฉกาจมารับหน้าที่ Creative Director
เมื่อเริ่มต้นด้วยการออกแบบ CI ที่ดีเลิศแล้ว โปรเจ็กท์ Recipease นี้ก็เลยได้รับรางวัลการออกแบบดีเด่นจากสำนักอื่นๆ ไล่เรียงต่อมาเป็นหางว่าว อาทิ The Land Securities Best UK Retail Interior, Best Visual Merchandising Solution, Best Small Shop, The NAS Shop Fitting Excellence Award : highly commended, Best Food Packaging, Best Brand Identity, Benchmark Best in Brand Communication Awards, และ Retailer Food Packaging Award เป็นต้น

สรุปผลการเรียนการสอนครั้งที่ 1 (วันที่22 สิงหาคม 2557)

     อาจารย์แนะแนวเรื่องของการออกแบบอัตลักษณ์ว่าเป็นเช่นไรนัดแนะในเรื่องการเรียนการสอนของครั้งต่อไป

การบ้าน

     ให้หาความหมาย "การออกแบบอัตลักษณ์" "Brand" และ "เครื่องหมายและสัญลักษณ์หมายถึงอะไร" 
อ้างอิงจากเอกสารตำราโดยตรงอย่างน้อย 3 แหล่งพร้อมหาภาพประกอบคำอธิบายสรุปตามความเข้าใจของตนเอง ลงในบล็อคของตนเอง
กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มแบบบันทึกการประเมินผลในลิงค์ที่อาจารย์กำหนดไว้ให้